Below is the text of the page https://www.voathai.com/api/z$kyqetmvi stored 2014-08-28 by archive.org.ua. The original page over time could change. View as original html

http://www.voathai.com/archive/science-technology/latest/1821/1829.html สารคดีเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี จากสหรัฐอเมริกา http://www.voanews.com/img/voa/rssLogo_VOA.gif http://www.voathai.com/archive/science-technology/latest/1821/1829.html th-TH Copyright 2010-วอยซ์ ออฟ อเมริกา 60 Thu, 28 Aug 2014 22:07:31 +0700 Pangea CMS – VOA นักวิจัยด้านไดโนเสาร์จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียค้นพบข้อสันนิษฐานความเป็นไปได้ที่ไดโนเสาร์จะมีการจัดสถานที่เลี้ยงตัวอ่อนหรือเนิร์สเซอรี่สำหรับทารกไดโนเสาร์ที่เพิ่งลืมตาดูโลกด้วยการมอบหมายให้ไดโนเสาร์พี่เลี้ยงคอยดูแล การค้นพบครั้งใหม่ว่าสัตว์ดึกดำบรรพ์อย่างไดโนเสาร์อาจจะมีการจัดการการเลี้ยงตัวอ่อน แบบศูนย์เลี้ยงดูเด็กอ่อนหรือ เนิร์สเซอรี่เหมือนคนเรามาตั้งแต่เมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน ข้อสันนิษฐานนี้ มีเหตุผลสนับสนุนจากงานวิจัยของ ศาสตราจารย์ Peter Dodson นักบรรพชีวินวิทยา (Paleontology) ที่ศึกษาสิ่งมีชีวิตยุคโบราณ และคุณ Brandon Hedrick ลูกศิษย์ที่เป็นนักวิจัยในระดับปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ที่วิเคราะห์แผ่นหินที่พบในประเทศจีน บรรจุซากฟอสซิลของไดโนเสาร์กินพืชขนาดเล็ก 25 ตัว สายพันธุ์ซิตตะโกซอรัส (Psittacosaurus) หรือไดโนเสาร์ปากนกแก้ว ที่มีชีวิตอยู่บนโลกเมื่อประมาณ 100-123 ล้านปีก่อน และสิ่งที่นักวิจัย 2 ท่านได้วิเคราะห์จากกระดูกก็คือ ซากไดโนเสาร์ 24 ตัวล้วนเป็นตัวอ่อนที่เพิ่งเกิดใหม่ ขณะที่อีก 1 ตัวเป็นไดโนเสาร์ที่ยังไม่โตเต็มวัย ลักษณะแผ่นหินที่พบมีความกว้างไม่ถึง 1 เมตร ซึ่งเชื่อว่าสาเหตุที่เจ้าไดโนเสาร์เสียชีวิตพร้อมกันทั้งหมดน่าจะเป็นเพราะติดอยู่ในกระแสลาวาร้อนที่ไหลเข้าท่วมจนทั้งหมดถูกฝังกลายเป็นฟอสซิลหินไปพร้อมกัน นักบรรพชีวินวิทยา ทั้งสองสันนิษฐานว่า ที่เจ้าไดโนเสาร์อาศัยอยู่น่าจะเป็นรังที่ใช้เลี้ยงดูไดโนเสาร์ตัวอ่อนหรือเนิร์สเซอรี่ ที่ไดโนเสาร์ตัวพี่จะทำหน้าที่คอยดูแลเจ้าตัวเล็กที่เพิ่งลืมตาดูโลก เพราะที่พบลักษณะพฤติกรรมการดูแลตัวอ่อนแบบนี้ในสายพันธุ์นกหลายชนิดในโลกยุคใหม่อีกด้วย อย่างไรก็ตามการการศึกษาครั้งนี้ยังคงต้องการหลักฐานและการศึกษาเพื่อยืนยันทฤษฎีไดโนเสาร์เนิร์สเซอรี่นี้เพิ่มเติม และคุณผู้ฟังสามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดงานวิจัยนี้ได้จาก วารสารวิจัย ครีเทเซียส หรือ Journal Cretaceous Research http://www.voathai.com/content/dinosaur-nursery-pt/2430582.html http://www.voathai.com/content/dinosaur-nursery-pt/2430582.html Thu, 28 Aug 2014 08:36:14 +0700 วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี 1. งานวิจัยจาก University of Illinois ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Agricultural and Food Chemistry ระบุว่าสมุนไพรอย่างโรสแมรี่ (Rosemary) และออริกาโน่ (Oregano) ไม่ใช่แค่เพิ่มรสชาดอาหารเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ด้านสุขภาพในการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ผลดีพอๆ กับยาต้านโรคเบาหวาน โดยนักวิจัยชี้ว่าสมุนไพรที่ว่านี้มีสารที่เรียกว่า Polyphenol และ Flavonoid ซึ่งช่วยในการแทรกแซงการทำงานของเอนไซม์ที่เป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน นักวิจัยยังพบด้วยว่าวิธีการปลูกสมุนไพรเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญ กล่าวคือโรสแมรี่และออริกาโน่พันธุ์กรีซและเม็กซิกันที่สกัดออกมาใช้ในเชิงพาณิชย์ มีประสิทธิภาพในการป้องกันเอนไซม์เบาหวานชนิดที่ 2 ได้ดีกว่าสมุนไพรที่ปลูกในเรือนกระจก 2. นักวิจัยที่ University of Washington และ University of Arizona ชี้ว่าปัจจุบันแมลงที่ผสมเกสรดอกไม้และพืชผลต่างๆ ต้องใช้เวลานานขึ้นและใช้พลังงานมากขึ้นในการค้นหาดอกไม้ เนื่องจากมีกลิ่นภายนอกมารบกวน เช่นกลิ่นไอเสียรถยนต์ ทำให้ประสาทสัมผัสด้านการดมกลิ่นของแมลงเหล่านั้นไม่สามารถแยกแยะกลิ่นต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว รายงานที่ตีพิมพ์อยู่ในวารสาร Science ชี้ว่านักวิทยาศาสตร์กำลังทดสอบว่า มลพิษจากเมืองใหญ่ส่งผลกระทบต่อการผสมเกสรดอกไม้ของแมลงตามฟาร์มต่างๆ หรือไม่อย่างไร 3. รายงานจาก University of Miami ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Geology ชี้ว่าทรายที่มีเหล์กผสมในปริมาณมากจากแถบทะเลทรายซะฮาร่าในแอฟริกา ได้ถูกพัดพามาไกล 8,000 กม. ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก มาตกในบริเวณทะเลแคริบเบียนรอบหมู่เกาะบาฮาม่า เมื่อราว 100 ล้านปีที่แล้ว โดยนักวิจัยพบว่าทราบในแถบ Great Bahama Bank มีแบคทีเรียที่สร้างแคลเซียมคาร์บอเนตในระดับหนาแน่นพอๆ กับทรายที่พบในทะเลทรายซะฮาร่า 4. รายงานจาก University of Texas at Dallas ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Ear and Hearing ชี้ว่าการฟังเสียงดังๆ เช่นเสียงไซเรนฉุกเฉิน หรือเสียงเพลงจากเครื่องเล่น MP3 บ่อยๆ อาจทำลายสมองรวมทั้งเซลล์ประสาทหูและเซลล์ขนหูได้ และส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองเพื่อเรียบเรียงคำพูดหรือสนทนา โดยนักวิทยาศาสตร์ระบุว่าเมื่อเซลล์ขนหูถูกทำลายไปจะไม่สามารถสร้างขึ้นได้ใหม่ และจะทำให้ประสามด้านการรับฟังด้อยประสิทธิภาพลงเรื่อยๆ ได้ รายงานชี้ด้วยว่าปัจจุบันคนอเมริกันวัย 20-69 ปี ราว 15% มีปัญหาด้านการรับฟัง รายงานจากห้องข่าว VOA / เรียบเรียงโดยทรงพจน์ สุภาผล http://www.voathai.com/content/sceince-news-ss/2429312.html http://www.voathai.com/content/sceince-news-ss/2429312.html Wed, 27 Aug 2014 09:07:37 +0700 วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ขณะที่ต้นยางปลูกยากขึ้นและมีราคาแพง นักวิทยาศาตร์กำลังคิดค้นหาวิธีสกัดน้ำยางจากพืชชนิดอื่นๆ รวมทั้งจากดอก Dandelion สีเหลืองอร่าม ผู้สื่อข่าว George Putic รายงาน http://www.voathai.com/media/video/2430581.html http://www.voathai.com/media/video/2430581.html Tue, 26 Aug 2014 04:18:00 +0700 วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีวีดีโอ นักวิทยาศาตร์อังกฤษชี้ว่า การเปลี่ยนทิศทางการบินแบบทันทีของฝูงนกหรือฝูงปลา เป็นไปในลักษณะเดียวกับฝูงชนในคอนเสิร์ต ผู้สื่อข่าว George Putic รายงาน http://www.voathai.com/media/video/scientists-unlock-mystery-of-bird-flocks/2428041.html http://www.voathai.com/media/video/scientists-unlock-mystery-of-bird-flocks/2428041.html Mon, 25 Aug 2014 23:00:00 +0700 วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีวีดีโอ รัฐบาลประเทศต่างๆ ในทวีปอาฟริกายังไม่ยอมอนุมัติให้นำพืชจีเอ็มโอไปปลูกจริงเพราะเจอกับการล็อบบี้อย่างหนักจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ในห้องแล็ปที่ได้รับการควบคุมอุณหภูมิ ทีมนักวิทยาศาสตร์ในประเทศยูกันดากำลังพัฒนาพันธุ์กล้วยชนิดใหม่ที่ตั้งชื่อว่า กล้วยทอง หรือ Golden Banana เป็นพันธุ์กล้วยที่เเข็งเเรงและอุดมด้วยวิตามินกับเเร่ธาตุ Priva Namanya เป็นหนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์ทีมนี้ Priva Namanya กล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าทีมงานค้นพบว่าสามารถเพิ่มปริมาณวิตามินเอในกล้วยให้สูงขึ้นกว่าเดิมถึงหกเท่าตัว คุณ Rob Bailey ผู้ร่วมร่างรายงานเรื่องนี้แห่ง Chatham House ชี้ว่าพืชตัดแต่งพันธุกรรมหรือพืช GMO เป็นความหวังที่ดีที่สุดในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรเเละจะช่วยให้การเกษตรกรรมในอาฟริการับมือกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนได้ เขากล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่ากำลังมีการพัฒนาพืชตัดแต่งพันธุกรรมในประเทศอาฟริกาหลายชนิดอยู่ในขณะนี้ โดยพืชจีเอ็มโอเหล่านี้ได้รับการออกแบบให้ช่วยบรรเทาทุกข์เเก่ชาวนาและผู้บริโภคที่ยากจน พืชจำพวกมันสำปะหลัง ข้าวฟ่าง กล้วย มันเทศ ข้าวโพดพันธุ์ที่ทนต่อสภาพอากาศที่แห้งแล้ง เขากล่าวว่าปัญหาที่กำลังประสบขณะนี้คือยังไม่สามารถนำพืชเหล่านี้ไปปลูกได้จริงๆ แต่ยังติดอยู่ในแปลงทดลองปลูกเท่านั้น เขากล่าวว่าสาเหตุของปัญหานี้มาจากความลังเลของบรรดารัฐบาลประเทศต่างๆ ในทวีปอาฟริกาที่ยังไม่ยอมอนุมัติให้นำพืชจีเอ็มโอไปปลูกจริงเพราะเจอกับการล็อบบี้อย่างหนักจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย คุณ Rob Bailey แห่งหน่วยงานคลังสมอง Chatham House กล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าฝ่ายไม่เห็นด้วยได้ทำการรณรงค์ต่อต้านพืชจีเอ็มโอโดยให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริง อาทิ กล่าวหาว่าพืชจีเอ็มโอทำให้คนเป็นหมัน เป็นมะเร็ง และทำให้สัตว์มีความบกพร่องทางร่างกาย เขากล่าวว่าข้อกล่าวหาเหล่านี้ไม่ตั้งอยู่บนความจริงและไม่มีหลักฐานยืนยัน กลุ่มต่อต้านพืชจีเอ็มโอเเย้งว่าพืชจีเอ็มโอมีต้นทุนสูง ไม่ให้ผลผลิตสูงและยังทำให้มีสารเคมีตัวใหม่ๆ เข้าไปอยู่ในสภาพเเวดล้อม พวกเขากล่าวว่าบรรดาบริษัทที่ส่งเสริมพืชจีเอ็มโอต้องการสร้างผลกำไรเเก่ตนเองมากกว่าการช่วยเหลือชาวนายากจนในการปลูกพืชอาหาร คุณ Soren Ambrose แห่ง Action Aid กล่าวว่าการเพิ่มผลผลิตด้วยการหันไปปลูกพืชตัดเเต่งพันธุกรรมไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารในทวีปอาฟริกา เขากล่าวว่าปัญหาที่ประสบไม่ใช่การผลิตอาหารให้เพียงพอแต่เป็นปัญหาของกาขนส่งอาหารให้ไปถึงมือคนที่ขาดแคลนอาหารต่างหาก เขากล่าวว่าทวีปอาฟฟริกยังขาดแคลนถนนหนทาง ตลอดจนระบบการจัดเก็บอาหารให้อยู่ได้นานมากกว่า ในอาฟริกา มีเกษตรกรรายย่อยหลายล้านคน คุณ Bernard Guri แห่งศูนย์เพื่อภูมิปัญญาท้องถิ่นในกาน่า (Ghana’s Center for Indigenous Knowledge) กังวลว่าการปลูกพืชจีเอ็มโออาจทำให้เกษตรกรท้องถิ่นไม่สามารถอยู่ได้ เขากล่าวว่าการส่งเสริมการปลูกพืชจีเอ็มโอเป็นทำลายความมั่นคงของคนท้องถิ่น เป็นการล่าอณานิคมในรูปแบบใหม่ที่ประเทศพัฒนาเเล้วเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเพื่อยึดครองระบบการผลิตอาหารของอาฟริกา ด้วยการครอบครองที่ดิน พันธุ์พืชและระบบการเกษตรกรรมทั้งระบบ ผู้สนับสนุนพืชตัดแต่งพันธุกรรมแย้งว่าการปลูกพืชจีเอ็มโออาจจะนำไปสู่การปฏิวัติเขียวในภาคเกษตรกรรมของอาฟริกาได้ในอนาคตแต่ยังมีอีกหลายคนที่ไม่เชื่อว่านั่นจะเป็นเป็นไปได้ http://www.voathai.com/content/africa-genetically-modified-crop-tk/2426812.html http://www.voathai.com/content/africa-genetically-modified-crop-tk/2426812.html Mon, 25 Aug 2014 08:39:15 +0700 วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีnoreply@voanews.com (Henry Ridgwell) เทคโนโลยีการถ่ายภาพสมัยใหม่ที่ใช้เทคนิคเดียวกับวีดิโอเกมส์ กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงในวงการแพทย์ เพราะช่วยให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยอวัยวะภายในของผู้ป่วยได้อย่างละเอียดกว่าที่เคยเป็นมา ทำให้แพทย์สามารถวางแผนการผ่าตัดได้อย่างแม่นยำชัดเจนมากขึ้น ผู้สื่อข่าว George Putic รายงานจาก รพ.ในรัฐเท็กซัส http://www.voathai.com/media/video/new-technology-gives-surgeons-unprecendented-views-of-patients-bodies/2425439.html http://www.voathai.com/media/video/new-technology-gives-surgeons-unprecendented-views-of-patients-bodies/2425439.html Fri, 22 Aug 2014 20:03:00 +0700 วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีวีดีโอ Smart Toilet ช่วยป้องกันการระบาดของโรคในค่ายผู้ลี้ภัยสงครามและเขตภัยพิบัติและยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ห้องน้ำอัจฉริยะที่ยังอยู่ในช่วงทดลองนี้มีชื่อว่า eSOS มีน้ำหนักเบาและทำงานด้วยพลังงานเเสงอาทิตย์ Dr. Damir Brdjanovic และทีมงานนักวิทยาศาสตร์ที่สถาบันเพื่อการศึกษาเกี่ยวกับน้ำแห่งองค์การยูเนสโก้ (UNESCO’s Institute for Water Education) ในประเทศเนเธอเเลนด์เปิดเผยว่าห้องน้ำอัจฉริยะนี้ออกเเบบเพื่องานบรรเทาทุกข์แห่งยุคศตวรรษที่ 21 เขากล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าห้องน้ำ eSOS ย่อมาจากคำว่า Emergency Sanitation Operation System เป็นวิธีการตอบสนองแบบองค์รวมต่อปัญหาการขาดเเคลนระบบสุขาภิบาลในเขตที่ประสบกับภัยธรรมชาติและพื้นที่เสียหายจากสงคราม โครงการนี้มีองค์ประกอบหลายอย่างตั้งเเต่ตัวห้องน้ำอัจฉริยะ การขนส่งแบบอัจฉริยะ การเคลื่อนย้ายตัวห้องน้ำแต่ละชุดหลังการใช้งาน การบำบัดสิ่ง ปฏิกูลที่เป็นของเเข็งเเละของเหลว ตลอดจนการนำของเสียจากการบำบัดไปทิ้งอย่างปลอดภัยและนำน้ำเสียที่บำบัดให้สะอาดกลับไปหมุนเวียนใช้ใหม่ ห้องน้ำอัจฉริยะที่มีน้ำหนักเบาช่วยให้ง่ายต่อการขนส่งไปยังเขตภัยพิบัติ เเต่คุณสมบัติที่ช่วยให้ห้องน้ำระบบนี้มีความเป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวคือการออกแบบให้รับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านการสุขาภิบาลรอบด้านเเละช่วยลดโอกาสของการเกิดโรคระบาด ระบบห้องน้ำอัจฉริยะมีส่วนประกอบหลายส่วนที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ อาทิ ส่วนเก็บกักพลังงาน ตัวเซ็นเซ่อร์ระบบจีพีเอส ตัวมอนิเตอร์ที่คอยตรวจวัดปริมาณสิ่งปฏิคูลที่สะสมในตัวห้องน้ำ ข้อมูลทั้งหมดที่ได้จากระบบต่างๆ ในตัวห้องน้ำอัจฉริยะจะถูกถ่ายทอดไปที่ศูนย์ประสานงานฉุกเฉินเพื่อให้เจ้าหน้าที่พิจารณาถึงความจำเป็นของแต่ละพื้นที่ประสบภัย นอกจากนี้ห้องน้ำอัจฉริยะยังสามารถบำบัดปัสสาวะให้กลายเป็นน้ำที่สะอาดเพียงพอเเก่การเกษตรกรรมได้ด้วยการบำบัดด้วยเทคโนโลยีเเบบถังปฏิกรณ์ชีวภาพมวลรวมหรือ MBR Dr. Damir Brdjanovic แห่งสถาบันเพื่อการศึกษาเกี่ยวกับน้ำแห่งองค์การ ยูเนสโก้กล่าวว่าทีมงานสามารถบำบัดของเสียที่เป็นของเหลวได้ทั้งหมด ทั้งที่มาจากสิ่งปฏิคูลและปัสสาวะด้วยการแปลงสภาพให้เป็นชีวภาพมวลรวม การบำบัดของเสียเเบบถังปฏิกรณ์ชีวภาพมวลรวมเป็นเทคโนโลยีบำบัดของเสียวิธีใหม่ที่ช่วยบำบัดของเสียที่เป็นของเหลวให้กลายเป็นน้ำที่สะอาดเพียงพอหลังจากผ่านการกำจัดเชื้อโรคเเล้วนำกลับไปใช้ใหม่ในห้องน้ำ ในระบบชลประทาน เเละการเกษตร หรือจะใช้เพื่อจุดประสงค์อื่นๆ ก็ได้ในค่ายผู้อพยพต่างๆ ห้องน้ำอัจฉริยะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบและจะนำไปติดตั้งในค่ายผู้ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติในประเทศฟิลิปปินส์ในปลายปีนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ ผู้พัฒนาห้องน้ำอัจฉริยะนี้หวังว่าแนวทางการบรรเทาทุกข์ที่ทันสมัยนี้จะช่วยไม่ให้เหยื่อภัยพิบัติเเละภัยสงครามเสียชีวิตจากโรคภัยที่มักระบาดในพื้นที่วิกฤติและช่วยให้พวกเขาดำรงชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ http://www.voathai.com/content/smart-toilet-tk/2424174.html http://www.voathai.com/content/smart-toilet-tk/2424174.html Fri, 22 Aug 2014 09:04:04 +0700 วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี นักวิทยาศาสตร์พัฒนาหุ่นยนต์ต้นแบบชื่อ Jibo เพื่อช่วยงานจิปาถะในบ้าน เช่น เตือนการนัดหมาย ถ่ายรูป เล่านิทานให้เด็กฟัง และสร้างความบันเทิง โดยหุ่นยนต์ดังกล่าวมีกล้องติดตั้งอยู่ในตัวและมีระบบการสื่อสารแบบสัมผัสกับผู้ใช้ คือเมื่อผู้ใช้พอใจในงานที่หุ่น Jibo ทำและสัมผัสหรือแตะหุ่น หุ่น Jibo ก็จะสามารถจดจำได้ ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ได้ทดลองใช้หุ่นที่พูดได้กับเด็กที่ป่วยเป็นโรค Autism และผลก็คืออาการของเด็กที่ป่วยกระเตื้องขึ้นมาก นักวิจัยด้านการแพทย์ยังต้องการสร้างหุ่นยนต์ที่มีโปรแกรมพิเศษเฉพาะเพื่อช่วยบำบัดอาการของเด็กป่วยแต่ละรายด้วย ทั้งนี้เพราะเด็กแต่ละคนนั้นจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกแตกต่างกันไป http://www.voathai.com/content/family-robot-ct/2422918.html http://www.voathai.com/content/family-robot-ct/2422918.html Thu, 21 Aug 2014 09:06:02 +0700 วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ผู้สื่อข่าว George Putic รายงาน http://www.voathai.com/media/video/2422856.html http://www.voathai.com/media/video/2422856.html Wed, 20 Aug 2014 11:05:00 +0700 วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีวีดีโอ 15 ปีที่แล้ว องค์การอวกาศสหรัฐ NASA ได้ส่งยานอวกาศแบบไร้นักบินชื่อ Stardust สู่ห้วงจักรวาลเพื่อเก็บตัวอย่างชิ้นส่วนดาวหางและฝุ่นละอองที่ล่องลอยอยู่ในอวกาศ ตัวอย่างของฝุ่นอวกาศดังกล่าวเดินทางกลับมาถึงโลกเมื่อ 8 ปีก่อน ซึ่งการศึกษาฝุ่นละอองจากนอกโลกเหล่านั้นอาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจถึงปริศนาการก่อกำเนิดของห้วงจักรวาลได้มากขึ้น กระป๋องบรรจุฝุ่นอวกาศที่ส่งมาจากยาน Stardust ตกมาถึงพื้นโลกเมื่อปี ค.ศ 2006 บริเวณภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐ หลังจากนำตัวอย่างฝุ่นนั้นมาศึกษานานหลายปี นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าฝุ่นดังกล่าวอาจมาจากนอกระบบสุริยะจักรวาล ในรายงานที่ตีพิมพ์อยู่ในวารสาร Science นักฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์คลี่ย์ Andrew Westphal ระบุว่าสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ ฝุ่นอวกาศเหล่านี้ไม่เหมือนกันเลย แต่ละอนุภาคมีความแตกต่างอย่างน่าประหลาด แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายและซับซ้อนของอนุภาคต่างๆ ในจักรวาล โดยแต่ละอนุภาคนั้นมีขนาดเล็กว่าเม็ดทรายเกิน 1,000 เท่า ในกระบวนการค้นหาฝุ่นอวกาศที่ติดมาในกระป๋องจากยาน Stardust มีนักวิทยาศาตร์สมัครเล่นเข้าร่วมโครงการกว่า 32,000 คนจากทั่วโลก โดยใช้การค้นหาด้วยเครื่องมือพิเศษที่พัฒนาให้สามารถติดตั้งผ่านเว็บไซต์ได้ จากการค้นหาวิเคราะห์กว่า 100 ล้านครั้ง ในที่สุดนักวิทยาศาสตร์จำแนกฝุ่นอวกาศออกมาได้ 7 อนุภาค ซึ่งแม้จะเล็กแทบมองไม่เห็น แต่ก็มีความสำคัญยิ่งยวดต่อการไขปริศนาการก่อกำเนิดของจักรวาล นักวิทยาศาสตร์ Andrew Westphal บอกว่าขั้นตอนต่อไปคือการตรวจสอบไอโซโทปของธาตุอ็อกซิเจนในฝุ่นอวกาศนั้นว่าสอดคล้องกันหรือไม่ หากไม่สอดคล้องก็หมายความว่าฝุ่นอวกาศนั้นอาจมาจากนอกระบบสุริยะจักรวาล รายงานจาก Rosanne Skirble ห้องข่าว VOA / เรียบเรียงโดยทรงพจน์ สุภาผล http://www.voathai.com/content/space-dust-ss/2419427.html http://www.voathai.com/content/space-dust-ss/2419427.html Wed, 20 Aug 2014 08:38:27 +0700 วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ทีมนักวิทยาศาสตร์ในรัฐแมรี่แลนด์กำลังทดลองใช้ตัวต่อควบคุมแมลงทับที่มาจากเอเชียหลังจากแมลงทับทำลายต้นไม้พันธุ์ท้องถิ่นไปแล้วหลายสิบล้านต้น ป่าในรัฐเเมรี่เเลนด์กำลังถูกคุกคามจากแมลงทับสีเขียวมรกตที่มาจากเอเชีย คุณ Jian Duan เจ้าหน้าที่แห่งกระทรวงเกษตรสหรัฐชี้ให้ผู้สื่อข่าววีโอเอดูหนอนตัวอ่อนของเเมลงทับที่กำลังทำลายต้นแอช (Ash Tree)ในป่าทั่วภาคเหนือของสหรัฐอเมริกาในขณะนี้ เเมลงทับตัวโตเต็มวัยจะเจาะลำต้นของต้นแอชเป็นร่องคดเคี้ยวไปมาภายใต้เปลือกไม้ ตัดเส้นทางลำเลียงอาหารของต้นไม้ทำให้ต้นแอชในป่าทางเหนือของสหรัฐตายไปแล้วหลายสิบล้านต้น บรรดาผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าแมลงทับสีเขียวมรกตที่มาจากเอเชียติดมากับผลผลิตการเกษตรนำเข้าจากจีน ประมาณว่าเเมลงทับจะสร้างความเสียหายแก่ต้นไม้พันุธุ์ท้องถิ่นที่มีความสำคัญนี้ถึงหนึ่งหมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐภายในปลายทศวรรษ นี่ยังไม่รวมถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยา คุณ Jian Duan เจ้าหน้าที่แห่งกระทรวงเกษตรสหรัฐกล่าวว่าอาจเป็นไปได้ว่ามีพันธุ์ไม้บางชนิดในสหรัฐที่ถูกแมลงทับทำลายไปจนหมดเเล้ว ในป่าทางเหนือของสหรัฐ มีต้นแอชอยู่ราว 20-40 เปอร์เซ็นต์ แมลงทับกำลังคุกคามต้นแอชในป่าเหล่านี้และยังส่งผลคุกคามต่อสัตว์และเเมลงที่พึ่งพาต้นแอชเพื่อความอยู่รอด Steve Baragona ผู้สื่อข่าววีโอเอรายงานว่าตอนที่แมลงทับจากจีนเข้ามาในสหรัฐในช่วงทศวรรษที่ 1990 ยังไม่พบแมลงชนิดใดที่เป็นศัตรูกับแมลงทับ แต่ขณะนี้ คุณ Jian Duan เจ้าหน้าที่แห่งกระทรวงเกษตรสหรัฐได้นำเข้าตัวต่อที่เป็นศัตรูธรรมชาติของแมลงทับมาใช้เป็นตัวควบคุมประชากรเเมลงทับในป่าสหรัฐ ในวันนี้ เขาและทีมงานกำลังจะนำตัวต่อประมาณ 100 ตัวไปปล่อยในป่าในรัฐแมรี่เเลนด์แห่งนี้เพื่อให้ช่วยกำจัดไข่ของแมลงทับในต้นแอช ตัวต่อจะเข้าไปเข้าไปวางไข่บนไข่ของแมลงทับตามรอยแยกในเปลือกของต้นแอช คุณ Duan กล่าวว่าตัวต่อจะคลานเข้าไปในรอยแยกใต้เปลือกไม้เเล้วใช้หนวดนำทางไปจนถึงที่ตั้งของไข่แมลงทับ หลังจากนั้นมันจะวางไข่ลงไปบนไข่แมลงทับ ตัวอ่อนของต่อจะดูดกินอาหารจากไข่ของแมลงทับทำให้ตัวอ่อนของเเมลงทับตายลงในที่สุด คุณ Duan กล่าวว่าในทวีปเอเชีย ตัวต่อช่วยควบคุมจำนวนประชากรของแมลงทับในธรรมชาติในสมดุล เขาและทีมงานกำลังใช้วิธีเดียวกันนี้เพื่อใช้ตัวต่อซึ่งเป็นศัตรูตามธรรมชาติของแมลงทับช่วยควบคุมประชากรแมลงทับในป่าสหรัฐ เขาตระหนักดีถึงความเสี่ยงจากการใช้นำเข้าเเมลงชนิดใหม่เข้ามาควบคุมแมลงศัตรูพืชเพราะตัวต่ออาจจะกลายเป็นปัญหาใหม่ได้ ด้วยสาเหตุนี้ เขาและทีมงานได้ทำการเลี้ยงตัวต่อไว้ในห้องควบคุมในขณะทำการทดลอง ทีมงานใช้เเสงสีแดงควบคุมไม่ให้ตัวต่อเล็ดลอดออกจากห้องทดลองและนักวิจัยสวมชุดคลุมพลาสติกที่ใช้เเล้วทิ้งเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวต่อเกาะติดเสื้อผ้าออกมาจากห้องทดลอง ทีมนักวิจัยคัดเลือกเอาเฉพาะตัวต่อที่มุ่งวางไข่บนไข่แมลงทับเท่านั้นและไม่สนใจวางไข่บนไข่ของเเมลงท้องถิ่นชนิดอื่น ผู้สื่อข่าววีโอเอรายงานว่าตัวต่อที่ทีมนักวิจัยปล่อยสู่ป่าในวันนี้ล้วนผ่านการทดสอบนี้เเล้ว คุณ Duan ชี้ว่าจำเป็นต้องคิดในระยะยาว ต้องคำนึงถึงจำนวนแมลงทับที่กำลังระบาดในป่าไม้ของสหรัฐต่อจำนวนตัวต่อที่ทางทีมงานปล่อยออกไปในป่าเพื่อควบคุมแมลงทับ ทีมงานได้ปล่อยตัวต่อไปแล้วหนึ่งหมื่นตัวซึ่งเทียบไม่ได้กับจำนวนแมลงทับในป่า อย่างไรก็ตาม คุณ Jian Duan เจ้าหน้าที่แห่งกระทรวงเกษตรสหรัฐกับทีมงานจะทำการเฝ้าติดตามดูว่าตัวต่อจะช่วยคืนสมดุลทางธรรมชาติแก่ระบบนิเวศวิทยาในป่าสหรัฐที่กำลังถูกคุกคามโดยแมลงทับได้หรือไม่ http://www.voathai.com/content/science-bugs-against-bugs-tk/2412827.html http://www.voathai.com/content/science-bugs-against-bugs-tk/2412827.html Thu, 14 Aug 2014 09:31:33 +0700 วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีnoreply@voanews.com (Steve Baragona) ทีมนักวิทยาศาสตร์อเมริกันกำลังพัฒนาเทคโนโลยีภาพสัญลักษณ์สามมิติแบบเคลื่อนไหวได้ที่คาดว่าจะแปลงโฉมหน้าการใช้ภาพประกอบในสื่อสังคมออนไลน์ คุณผู้ฟังเคยคิดมั้ยว่าวันหนึ่งภาพถ่ายและภาพสัญลักษณ์แบบสองมิติในสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้จะถูกแทนที่ด้วยภาพสัญลักษณ์สามมิติเคลื่อนไหวได้ของตัวผู้ใช้เอง คุณ Ari Shapiro นักวิทยาศาสตร์ด้านการวิจัยชี้ว่าเทคโนโลยีที่ว่านี้อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว คุณ Ari Shapiro กล่าวว่าสำหรับตัวเขาเเล้วตื่นเต้นมากที่ได้เห็นผลงานจากเทคโนโลยีนี้ เขาบอกว่าอีกไม่นานนักคนทั่วไปจะได้ใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อถ่ายภาพสามมิติเคลื่อนไหวได้ของตนเองเพื่อใช้ในสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ได้โดยมีค่าใช้จ่ายเพียงน้อยนิด คุณ Shapiro จัดเเสดงการใช้งานเทคโนโลยีภาพสามมิติ Avatar เคลื่อนไหวได้ ในงาน Open House ที่สถาบัน Creative Technology แห่งมหาวิทยาลัย Southern California เมื่อเร็วๆ นี้ คุณ Jason Suh หนึ่งในบรรดาผู้เข้าร่วมชมงานได้รับการสแกนตัวในงานเเละเพียงไม่กี่นาทีหลังจากนั้น เขาได้เห็นภาพสัญลักษณ์สามมิติของตนเองเคลื่อนไหวไปมาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เขากล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าเขาเเทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยเพราะเพียงไม่กี่นาทีหลังจากถ่ายภาพตนเอง เขาก็ได้เห็นภาพสามมิติของตนเองกระโดดโลดเต้นไปมา เขาบอกว่าผู้ใช้สามารถใช้ภาพถ่าย Avatar สามมิติแทนภาพโพรไฟล์ของตนเองบนเฟสบุคหรือหน้าเวปไซท์อื่นๆ ได้ แต่ผู้ใช้จะต้องมีโปรแกรมซอฟแวร์ เครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่องสแกนเน่อร์เพื่อใช้ถ่ายภาพสแกนทั้งตัวในระดับ 360 องศาเพื่อนำไปแปลงเป็นภาพสามมิติ Avatar และเนื่องจากขั้นตอนการจัดทำใช้เวลาเเค่ไม่กี่นาที ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนภาพสามมิติเคลื่อนไหวได้ของตนเองบนหน้าเวปไซท์ได้ทุกวัน เทคโนโลยีนี้สามารถเเสดงรายละเอียดของเสื้อผ้า ทรงผม และเครื่องประดับ อาทิ เเว่นตาหรือกระเป๋าของผู้ใช้ได้ด้วย โปรแกรมซอฟแวร์คอมพิวเตอร์นี้จะเลือกใช้ภาพแอนิเมชั่นแบบต่างๆ ที่จัดเก็บเอาไว้ในโปรแกรมมาประกอบเพื่อแปลงให้ภาพสแกนกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวสามมิติเหมือนจริง คุณ Shapiro นักวิจัยกล่าวว่าภาพ Avatar สามมิติจะเปลี่ยนแปลงการใช้ภาพถ่ายในสื่อสังคมออนไลน์และช่วยให้ผู้ใช้สื่อรู้สึกว่าคอนเน็คกับผู้ใช้คนอื่นๆ ได้ดีขึ้น คุณ Shapiro กล่าวว่าลองจินตนาการดูว่าจะเป็นอย่างไรหากเราใช้ภาพถ่ายสามมิติเคลื่อนไหวได้เป็นตัวพูดสิ่งที่ต้องการสื่อสารบนหน้าเวปไซท์เเทนการพิมพ์เป็นตัวหนังสืออย่างที่ใช้กันในปัจจุบัน เขากล่าวว่าเทคโนโลยีนี้จะมีผลทางด้านจิตวิทยาของผู้ใช้อย่างแน่นอนเพราะผู้ใช้จะเริ่มเห็นตนเองเเละคนรู้จักในภาพสามมิติที่เคลื่อนไหวได้ เขาคิดว่าเทคโนโลยีนี้จะมีพลังในการสื่อสารอย่างไม่มีขีดจำกัด ภาพสามมิติเคลื่อนไหวแบบ Avatar ที่เห็นในหนังฮอลลีวู้ดเสียค่าใช้จ่ายหลายล้านดอลล่าร์สหรัฐ แต่เทคโนโลยีภาพสามมิติเคลื่อนไหวแบบ Avatar ที่ทีมนักวิทยาศาสตร์กำลังพัฒนาอยู่นี้มีราคาถูกกว่ามาก คุณ Shapiro หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าคาดว่าราคาโปรแกรมซอฟแวร์ภาพสามมิติเคลื่อนไหวได้นี้น่าจะอยู่ตั้งเเต่ 10 ดอลล่าร์สหรัฐ 50 และ 100ดอลล่าร์สหรัฐ ที่ราคายังถูกอยู่ก็เป็นเพราะว่าโปรแกรมซอฟแวร์ตัวนี้ยังมีข้อจำกัดในการเสนอรายละเอียดบางอย่าง อาทิ ยังไม่สามารถทำรอยบุ๋มบนแก้มหรือคางได้และยังทำรอยพับชั้นตายังไม่ได้ เเต่คุณ Shapiro ผู้คิดค้นโปรแกรมซอฟแวร์นี้ชี้ว่า คุณภาพของซอฟแวร์ตัวนี้จะพัฒนาขึ้นเพราะเทคโนโลยีระบบตัวเซ็นเซ่อร์กำลังพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ขณะนี้ทีมงานของเขากำลังเร่งพัฒนาให้ซอฟแวร์ Avatar นี้สามารถเเสดงออกถึงลักษณะทางบุคลิกของผู้ใช้เเต่ละคนอีกด้วย http://www.voathai.com/content/technology-avatar-social-media-tk/2410401.html http://www.voathai.com/content/technology-avatar-social-media-tk/2410401.html Tue, 12 Aug 2014 09:02:41 +0700 วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีnoreply@voanews.com (Elizabeth Lee) ยานสำรวจ Rosetta กำลังมุ่งหน้าเข้าไปใกล้ดาวหางเป้าหมายแล้ว โครงการสำรวจดาวหางในอวกาศนี้จะช่วยค้นพบข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับต้นกำเนิดของน้ำบนโลกมนุษย์ เมื่อสิบปีที่แล้ว องค์การสำรวจอวกาศแห่งยุโรป (European Space Agency) ได้ส่งยานสำรวจอวกาศ Rosetta ไร้คนขับออกไปนอกโลกเพื่อทำการศึกษาที่ละเอียดมากที่สุดเกี่ยวกับดาวหางดวงหนึ่งที่อยู่ไกลโพ้นในระบบสุริยจักรวาล คุณ Ralph Cordey ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจแห่ง Airbus Defense and Space ซึ่งเป็นผู้สร้าง ยานสำรวจอวกาศ Rosetta กล่าวว่าในขณะที่ก้อนอุกกาบาตเป็นก้อนหินขนาดใหญ่ มีลักษณะเกือบเหมือนกับดาวเคราะห์ ดาวหางกลับมีน้ำเเข็งเป็นองค์ประกอบหลัก คุณ Ralph Cordey กล่าวว่าเรารู้กันดีว่าโลกเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก แต่เราไม่รู้ว่าน้ำบนโลกมีต้นกำเนิดจากอะไรเเละเป็นไปได้ว่าน้ำบนโลกเกี่ยวข้องกับดาวหาง ยานสำรวจอวกาศ Rosetta ใช้เวลานานถึงสิบปีในการเดินทางรอบโลก 3 รอบและเดินทางรอบดาวอังคารหนึ่งรอบและเพิ่มความเร็วขึ้นไปจนเดินทางไปถึงดาวหางที่มีชื่อว่า 67P/ Churyumov-Gerasimenko ที่อยู่ห่างจากโลก 400,00 กิโลเมตร คุณ Simon Barraclough วิศวกรของ Airbus กล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าตลอดช่วงสองปีครึ่งที่ผ่านมา ระบบคอมพิวเตอร์บนยานสำรวจอวกาศหลายระบบถูกตั้งให้พักการทำงานเพื่อประหยัดพลังงาน เขากล่าวว่าเมื่อยานสำรวจอวกาศ Rosetta เดินทางเข้าไปใกล้กับดวงอาทิตย์ ระบบควบคุมการทำงานบนยานสำรวจอวกาศจะเริ่มกลับไปทำงานตามปกติ เเละในทางกลับกัน เมื่อยานสำรวจอวกาศเดินทางออกห่างจากดวงอาทิตย์ ระบบต่างๆ ก็จะหยุดพักการทำงานเช่นเดิม สัญญาณที่เเจ้งว่าระบบคอมพิวเตอร์บนยานสำรวจอวกาศ Rosetta เริ่มกลับไปทำงานอีกครั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาสร้างความตื่นเต้นเป็นอย่างมากเเก่ทีมงานของโครงการสำรวจดาวหางที่สำนักงานใหญ่ในเมือง Darmstadt ประเทศเยอรมันนี ยานสำรวจอวกาศ Rosetta จะเริ่มโคจรรอบดาวหางเป้าหมายในระยะห่าง 10 กิโลเมตร จะทำการวัดขนาดต่างๆ ของดาวหางและทำการร่างแผนที่ผิวหน้าของดาวหาง ในเดือนพฤศจิกายน ยานสำรวจอวกาศไร้คนขับนี้มีกำหนดจะปล่อยกระสวยอวกาศลูกชื่อ Philae ที่มีขนาดเล็กกว่าตัวกระสวยแม่ให้ลงจอดบนดาวหางเป้าหมาย คุณ Cordey ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจแห่ง Airbus Defense and Space ผู้สร้างกระสวยอวกาศลำนี้กล่าวว่าทั้งยานสำรวจอวกาศแม่ Rosetta และ กระสวยอวกาศลูก Philae จะวัดปริมาณแก๊สและฝุ่นบนดาวหางดวงนี้เเละส่งภาพถ่ายผิวหน้าของดาวหางเเล้วส่งกลับมาให้ทีมงานได้ดู คุณ Cordey กล่าวว่า กระสวยอวกาศลูก Philae มีระบบเรด้าร์ในตัวที่จะสื่อสารกับยานสำรวจอวกาศเเม่ที่โคจรรอบๆ ดาวหางและจะใช้ระบบเรดาร์ทำการพิสูจน์ดูนิวเคลียของดาวหางเขากล่าวว่ากระสวยอวกาศลูก Philae ไม่เเค่สำรวจผิวหน้าของดาวหางเเละสภาพเเวดล้อมต่างๆ รอบดาวหางเท่านั้นเเต่จะทำการสำรวจสภาพเเวดล้อมภายใต้พื้นผิวของดาวหางด้วย กระสวยอวกาศลูก Philae จะทำการสำรวจอยู่บนดาวหางนานหนึ่งปี ส่วนยานสำรวจอวกาศ Rosetta จะเดินหน้าตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงของดาวหางขณะเดินทางเข้าใกล้ดวงอาทิตย์และจะเริ่มอุ่นขึ้น ในขณะที่กระสวยอวกาศลูก Philae จะวิเคราะห์ตัวอย่างจากผิวหน้าและจากด้านใต้ของดาวหาง http://www.voathai.com/content/catching-a-comet-tk/2409211.html http://www.voathai.com/content/catching-a-comet-tk/2409211.html Mon, 11 Aug 2014 09:04:32 +0700 วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีnoreply@voanews.com (George Putic) นักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐร่างแผนที่พันธุกรรมของมะเขือเทศป่ากับข้าวสายพันธุ์อาฟริกาเพื่อหาทางปรับปรุงพันธุ์ข้าวและมะเขือเทศให้ทนทานต่อภาวะโลกร้อนและให้ผลผลิตสูงขึ้นเพื่อเลี้ยงประชากรโลกที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ในรายงานผลการวิจัยสองชิ้นซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Genetics ทีมนักวิจัยได้ตีพิมพ์จีโนมของพืชอาหารหลักสองชนิดได้เเก่ข้าวสายพันธุ์อาฟริกันและมะเขือเทศป่า ข้าวสายพันธุ์เอเชียชนิดต่างๆ ให้ผลผลิตสูงกว่าข้าวสายพันธุ์อาฟริกาและยังง่ายต่อการแปรรูปมากกว่าด้วย ในขณะที่มะเขือเทศป่ากินไม่ได้เพราะมีพิษเเต่พืชเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญ คุณ Rod Wing นักชีววิทยาพืชแห่งมหาวิทยาลัย Arizona State University เป็นหนึ่งในทีมนักวิจัยที่ทำการร่างจีโนมของข้าวสายพันธุ์อาฟริกัน เขากล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่ามีข้าวสายพันธุ์อาฟริกาบางสายพันธุ์ที่ปรับตัวได้ดีหากนำไปปลูกในพื้นที่ป่าชายเลน ทนทานต่อความเค็มของดินได้ดีกว่าข้าวสายพันธุ์เอเชีย คุณ Wing ชี้ว่าข้าวสายพันธุ์อาฟริกาทนต่อดินเค็ม ดินมีสารพิษ ดินที่เเห้งเเล้งและทนต่อวัชพืชได้ดีกว่าข้าวสายพันธุ์เอเชียซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากเนื่องจากจะช่วยให้ทนต่อภาวะโลกร้อนที่ส่งกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร นอกจากนี้ ประชากรโลกยังเพิ่มขึ้นตลอดเวลาอีกด้วย เขากล่าวว่าภายใน 40 ปีข้างหน้า ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นราว 2,000 ล้านถึง 2,500 ล้านคน ซึ่งจะสร้างความท้าทายแก่การผลิตอาหารให้เพียงพอต่อการเลี้ยงคนทั้งโลก การถอดรหัสยีนของข้าวสายพันธุ์อาฟริกาช่วยลดความเป็นห่วงในเรื่องนี้ลง ทีมนักวิทยาศาสตร์สามารถคิดค้นสายพันธุ์ข้าวที่ดีกว่าเดิมได้รวดเร็วขึ้นด้วยการนำคุณสมบัติที่ดีของข้าวสายพันธุ์อาฟริกาไปผสมกับข้าวสายพันธุ์เอเชีย เช่นเดียวกับข้าวสายพันธุ์อาฟริกา มะเขือเทศป่าก็มีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์หลายอย่าง คุณ Bjorn Usadel ผู้เชี่ยวชาญด้าน bioinformatics แห่งมหาวิทยาลัย RWTH Aachen กล่าวถึงเรื่องนี้ว่ามะเขือเทศป่ามีสีเขียวเเละมีสารที่เป็นพิษในผลของมะเขือเทศแต่มะเขือเทศป่าก็มีคุณสมบัติที่น่าจะเป็นประโยชน์เช่นกัน อาทิ ทนทานต่อความแห้งแล้งและความเค็ม รายงานเกี่ยวกับยีนของมะเขือเทศป่าที่คุณ Usadel และทีมงานทำการร่างแผนที่จีโนมมะเขือเทศป่าระบุว่ายีนตัวใดบ้างที่ช่วยให้มะเขือเทศป่าทนทานต่อดินเค็มและความ เเห้งเเล้ง ทีมนักวิจัยเชื่อว่าคุณสมบัติพิเศษของมะเขือเทศป่านี้น่าจะส่งผลดีต่อมะเขือเทศที่ขายกันตามห้างซุปเปอร์มาร์เก็ตในปัจจุบันหากนำพันธุ์ไปผสมกันเป็นมะเขือเทศพันธุ์ใหม่ ทีมนักวิจัยค้นพบว่ายีนที่แตกต่างกันระหว่างมะเขือเทศป่ากับมะเขือเทศบ้านมีผลให้รสชาดและกลิ่นของมะเขือเทศทั้งสองชนิดต่างกัน คุณ Usadel หัวหน้าทีมนักวิจัยกล่าวว่าการคิดค้นมะเขือเทศพันธุ์ลูกผสมจากมะเขือเทศป่ากับมะเขือเทศบ้านน่าจะช่วยปรับปรุงให้มะเขือเทศมีรสชาดที่ดีขึ้นกว่าเดิมแต่นักวิทยาศาสตร์ต้องระมัดระวังเพื่อให้มั่นใจว่ามะเขือเทศลูกผสมพันธุ์ใหม่ไม่มีพิษเหมือนกับมะเขือเทศป่า http://www.voathai.com/content/better-rice-and-tomotoes-tk/2409209.html http://www.voathai.com/content/better-rice-and-tomotoes-tk/2409209.html Mon, 11 Aug 2014 08:58:30 +0700 วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีnoreply@voanews.com (Steve Baragona) http://www.voathai.com/media/video/2409240.html http://www.voathai.com/media/video/2409240.html Sat, 09 Aug 2014 03:42:00 +0700 วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีวีดีโอ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านอวกาศใหม่ๆ ในปัจจุบันช่วยสร้างความหวังว่าการค้นพบดาวเคราะห์เหมือนโลกในกาแลคซี่น่าจะเป็นไปได้ในอนาคตที่ไม่ไกลเกินเอื้อม ตอนที่องค์การสำรวจอวกาศแห่งสหรัฐหรือ NASA ส่งยานสำรวจดาวเคราะห์ Kepler Space Telescope ออกไปสำรวจดาวเคราะห์เหมือนโลกในอวกาศเมื่อปีคริสตศักราช 2009 คุณ Matt Moutain ผู้อำนวยการแห่งสถาบัน Space Telescope Science กล่าวว่าบรรดานักวิทยาศาสตร์ด้านอวกาศได้รับข้อมูลใหม่ๆ ที่มีความสำคัญอย่างมาก เขากล่าวว่าพวกเขาได้รู้ว่ามีดาวเคราะห์อย่างน้อยหนึ่งเเสนล้านดวงในกาแลคซี่ซึ่งนี่เป็นข้อมูลใหม่ที่นาซ่าไม่รู้มาก่อนเมื่อห้าปีที่เเล้ว ยานสำรวจดาวเคราะห์นอกโลก Kepler และยานสำรวจดาวเคราะห์นอกโลกลำอื่นๆ ไม่สามารถมองเห็นดาวเคราะห์เหล่านี้ได้จริงๆ เพราะดาวเคราะห์นอกโลกเหล่านี้ดูเลือนลาง มองเห็นไม่ชัดเนื่องจากถูกต้องกับเเสงขณะโคจรรอบดาวฤกษ์ แต่นักวิทยาศาสตร์ด้านอวกาศสามารถวัดระดับการเปลี่ยนแปลงของแสงได้เมื่อดาวเคราะห์โคจรผ่านด้านหน้าของดาวฤกษ์และทำการวิเคราะห์เเสงที่ส่องผ่านชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์นั้นๆ เพื่อระบุว่ามีอะไรอยู่บนดาวเคราะห์ดวงนั้น คุณ John Grunsfeld นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์แห่งองค์การ NASA และอดีตนักบินอวกาศกล่าวถึงเรื่องนี้ว่าหากจะมองหาโลกดวงอื่นในกาแลคซี่ ต้องเสาะหาสิ่งที่เเสดงว่ามีท้องฟ้าเหมือนกับท้องฟ้าสีฟ้าที่โลกมนุษย์มี มองหาว่ามีเเก๊สอ็อกซิเจนบนดาวเคราะห์ดวงนั้น มีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์จากปล่องภูเขาไฟเหมือนที่เรามีบนโลก ตลอดจนมองหาสิ่งที่ชี้ว่ามีต้นไม้บนดาวเคราะห์ที่อยู่ไกลโพ้น เขากล่าวว่าทุกอย่างที่กล่าวมานี้ สามารถทำได้ด้วยการวิเคราะห์เเสงที่มองเห็นออกเป็นส่วนประกอบของสีต่างๆ ผู้สื่อข่าววีโอเอรายงานว่ามาถึงขณะนี้ ยังไม่มีดาวเคราะห์ดวงใดที่นาซ่าค้นพบที่เหมือนกับโลกที่เราอาศัยอยู่ ดาวเคราะห์ที่ค้นพบเเล้วส่วนมากมีขนาดใหญ่เกินไป ขนาดเล็กเกินไป ตั้งอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากเกินไปหรือไม่ก็ไกลจากดวงอาทิตย์มากเกินไปจนทำให้ไม่มีสิ่งชีวิตอยู่รอดได้ เเต่คุณ Sara Seager นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์อีกคนหนึ่งกล่าวว่าดาวเคราะห์ดวงเล็กที่มีขนาดเท่ากับโลกของเรามีให้พบได้ทั่วไป เธอกล่าวว่านักวิทยาศาสตร์กำลังมองหาหลักฐานทางชีววิทยา แก๊สชนิดต่างๆ ที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต แก๊สที่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชั้นบรรยากาศ นาซ่าได้ร่วมมือกับองค์การสำรวจอวกาศแห่งยุโรปและบรรดานักวิทยาศาสตร์จากอีกหลายๆ ชาติเพื่อพัฒนายานสำรวจอวกาศที่มีกล้องส่องดูดาวรุ่นใหม่ๆ ที่ทันสมัยที่จะช่วยค้นหาสิ่งที่ชี้ถึงสิ่งมีชีวิตนอกโลกได้ นาซ่าวางแผนที่จะส่งยานสำรวจดาวเคราะห์ติดกล้องส่องดูดาวตัวใหม่ชื่อ James Webb Space Telescope ออกไปทำงานนอกโลกในปีคริสตศักราช 2018 ที่จะมาถึง กล้องส่องดูดาวนี้จะมีความไวสูงมากและได้ความละเอียดของภาพสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาและจะช่วยพัฒนาการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเคราะห์ที่อยู่ไกลโพ้นให้ดียิ่งขึ้นไปอีก บรรดานักวิทยาศาสตร์ด้านอวกาศต่างชี้ว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่จะค้นพบดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ที่มีความเหมือนกับโลกมนุษย์และการค้นพบนี้อาจจะช่วยตอบคำถามได้ว่าสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไรในระบบจักรวาล http://www.voathai.com/content/looking-for-earth-like-planets-tk/1970855.html http://www.voathai.com/content/looking-for-earth-like-planets-tk/1970855.html Mon, 04 Aug 2014 08:35:28 +0700 วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีnoreply@voanews.com (George Putic) ผู้บริโภคปัจจุบันต้องการแบตเตอรี่่ที่มีขนาดเล็กลง มีน้ำหนักเบาขึ้นแต่สามารถใช้งานได้นานขึ้น เพื่อใช้กับอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ส่วนตัว ที่ศูนย์ Joint Center for Energy Storage Research หรือ JCESR ทีมนักวิจัยกำลังคิดค้นหาทางพัฒนาแบตเตอรี่ที่มีคุณสมบัติดังกล่าว คุณ Jeffrey Chamberlain รองผู้อำนวยการศูนย์ JCESR กล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าทีมนักวิจัยต้องการพัฒนาแบตเตอรี่ที่บรรจุพลังงานได้มากกว่าเดิมห้าเท่าตัวแต่ขายในราคาเเค่หนึ่งในห้าของราคาเดิม เขากล่าวว่าทีมงานตั้งเป้าว่าจะพัฒนาแบตเตอรี่ที่มีคุณสมบัติดังกล่าวให้สำเร็จภายในห้าปี เขากล่าวว่าโทรศัพท์มือถือจะเป็นอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ชิ้นเเรกที่ผู้บริโภคจะเริมสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ คุณ Chamberlain กล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าแทนที่จะต้องชาร์จเเบตเตอรี่ทุกวัน ก็จะลดลงมาเป็นทุกสองถึงสามวันหรือสัปดาห์ละหนเท่านั้น หรือเเทนที่จะต้องใช้กับพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แบตเตอรี่เเบบใหม่อาจจะสามารถใช้ได้กับพลังงานอย่างอื่นได้ด้วย อาจจะเป็นพลังงานที่เราคาดไม่ถึงว่าจะใช้ได้กับเเบตเตอรี่ คุณ Chamberlain รองผู้อำนวยการศูนย์ JCESR กล่าวว่าเป้าหมายสูงสุดคือการเปลี่ยนแปลงตลาดรถยนต์ทั่วโลก เขากล่าวว่าเป้าหมายใหญ่ของทีมงานคือการหาทางกักเก็บพลังงานในรูปแบบที่ประหยัดค่าใช้จ่ายและปลอดภัยเพื่อให้สามารถแข่งขันกับเครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าหรือยวดยานอิเลคโทรนิคส์ คุณ Don Hillebrand หัวหน้าฝ่ายระบบพลังงาน (Enery Systems) แห่งศูยน์วิจัยเเห่งชาติ Argonne ชี้ว่าแบตเตอรี่ที่สามารถบรรจุพลังงานได้มากขึ้นเพื่อใช้กับอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ส่วนตัวจะได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างแน่นอน แต่ผู้บริโภคอยากให้มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเมื่อพูดถึงรถยนต์ คุณ Hillebrand กล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าผู้บริโภคบางส่วนเรียกร้องให้มีการพัฒนารถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้าล้วนทั้งคัน ประเด็นใหญ่ที่ยังถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้คือมีผู้บริโภคประเภทนี้มากน้อยแค่ไหน จำนวนผู้ใช้เปลี่ยนแปลงตลอดตามราคาน้ำมันและเมื่อไหร่ที่ราคาน้ำมันจะขึ้นจนทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ระบบไฟฟ้าทั้งคัน คุณ Hillebrand กล่าวว่าตัวเลขยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐในปีนี้อยู่ที่หนึ่งหมื่นคันต่อเดือนซึ่งถือว่าต่ำกว่าที่คาดเอาไว้ เเต่เขาคิดว่าแบตเตอรี่ชนิดใหม่ที่ทางศูนย์ JCESR กำลังพัฒนาอยู่นี้อาจจะสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อยอดซื้อของรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตให้สูงขึ้นได้ คุณ Hillebrand แห่งศูนย์ JCESR กล่าวว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโตขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่รถยนต์พัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ แต่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าจำเป็นต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10 เท่าเสียก่อนที่ทางศูนย์จะอ้างได้ว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จ เขากล่าวว่าความสำเร็จของการพัฒนาเเบตเตอรี่ที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมเท่านั้นที่จะช่วยเพิ่มยอดขายให้ได้สิบเท่า แต่หากโครงการพัฒนาแบตเตอรี่ชนิดใหม่สำเร็จและจำนวนยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ความต้องการใช้จุดเติมเเบตเตอรี่จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ทีมนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยที่ศูนย์ JCESR ต้องพัฒนาศักยภาพจุดชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบันให้บรรจุพลังงานได้มากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย http://www.voathai.com/content/argonne-battery-tk/1968585.html http://www.voathai.com/content/argonne-battery-tk/1968585.html Thu, 31 Jul 2014 08:47:00 +0700 วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีnoreply@voanews.com (Kane Farabaugh)